[FIC][aph] อสงไขย [2/2]

posted on 22 Oct 2011 00:50 by arkarcilis27 in Fiction
ลิ้งค์ตอนแรกเจ้าค่ะ : [FIC][aph] อสงไขย [1/2]
.
.
.

ประตูห้องเปิดผางอย่างรวดเร็ว ร่างสูงก้าวยาวๆเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเอกราช ดวงตาสีเข้มเต็มไปด้วยคำถามมากมาย หากทุกอย่างชะงักลงเมื่ออีกฝ่ายกล่าวคำทักทาย

                “สวัสดีครับคุณนภันต์”

                ‘คุณ’ หรือ?

                ตลกสิ้นดี!

                วันวาน…เรากับเจ้า คือคนสนิท

                วันนี้… คุณและผม เพียงคนรู้จัก

                แล้วอนาคตเล่า? จะเป็นเช่นไร? …คงเสมือนตายจากกันตลอดกาล

                ทั้งที่ห้องรับรองขนาดใหญ่นี้เปิดแอร์เย็นเฉียบถึงสิบเก้าองศา หากบรรยากาศกลับร้อนระอุ โดยเฉพาะดวงตาสีเข้มที่ยากเกินคาดเดาอารมณ์

                “ทำไม?” เสียงนั้นเค้นรอดไรฟัน “ทำไมถึงยอมเซ็นสัญญานรกนั่น ที่ตรงนั้น…รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นของใคร ทำไมถึงไม่สู้”

                “ผมคิดว่าเรื่องที่คุณกำลังพูด คือที่ดินบริเวณตะวันออกของประเทศไทยนะครับ ไม่ได้ติดชายแดนพม่าอย่างที่คุณนภันต์เข้าใจ”

                “เอกราช! นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!”

                “พื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่ของไทยอีกต่อไป พรุ่งนี้เราจะถอนกำลังออก”

                สุ้มเสียงเอกราชนิ่งเฉย ใบหน้าไร้อารมณ์ดุจหน้ากาก ร่างบางยืนขึ้นเต็มความสูง ก้มศีรษะเพียงเล็กน้อย

                “ขอตัวก่อนนะครับ”

                ฤๅเอกราชเมื่อวันวารได้ตายจากไป?

 

                สงครามระหว่างสองประเทศยุติลงในครึ่งเดือน พม่าถูกอังกฤษผนวกรวมเป็นหนึ่ง มัณฑะเลย์แตกพ่าย ทว่าสิ่งที่ตามมาคือเหล่าผู้กล้าที่ลุกขึ้นสู้เพื่อขับไล่ชาวตะวันตกให้พ้นไป ด้วยจิตวิญญาณของสามัญชนที่ต้องการปกป้องแผ่นดิน

               หลายเดือนที่ผ่านมานี้ นภันต์ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อังกฤษหวาดระแวงเขาเกินกว่าจะปล่อยให้รอดสายตาได้ ภายใต้ท่าทางสงบนิ่งของชายหนุ่ม ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าร้อนรนดั่งไฟผลาญ

              เอกราชจะเป็นอย่างไรบ้าง?

             อาจตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันหรือเลวร้ายกว่า?

             นภันต์เฝ้าถามความเงียบงันวันแล้ววันเล่า แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ กระทั่งเช้าวันนี้…

             “พี่ชายอังกฤษจ๊ะ ฉันเอาดอกมะลิมาฝากจ้ะ!!”

              เสียงนั่น?

              ชายหนุ่มเคลื่อนตัวไปยังหน้าต่าง ภาพที่เห็นคืออาเธอร์ เคิร์กแลนด์กำลังพูดคุยกับใครคนหนึ่ง ร่างบอบบางแลดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด

              เอกราช!

             ทำไมถึงรู้จักกับอาเธอร์? หรือว่าสยาม…!

             อาเธอร์เงยหน้ามองหน้าต่างบานใหญ่ แม้ไม่ใกล้มาก แต่ชัดเจนพอเห็นสีหน้าของนภันต์ เรียวปากได้รูปกระตุกรอยยิ้มเลศนัย มือเรียวจับไหล่เอกราชแล้วก้มลงกระซิบบางอย่าง อดีตโจรสลัดหัวเราะแผ่วเบายามเห็นสีหน้าของเชลยศักดิ์ ดวงตาคู่คมเป็นประกายวาวโรจน์น่ากลัว ก่อนเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล ห่วงหาอาทร

             ชายหนุ่มเคยหาจุดอ่อนของนภันต์ทุกวิถีทาง แต่ไม่เคยสักครั้งที่อีกฝ่ายแสดงสีหน้าทุรนทุรายหรือเคียดแค้น บางที คำตอบทั้งหมดอาจอยู่ที่เด็กหนุ่มตรงหน้า…

             เพียงคนเดียว…ที่ทำให้ภูผาสั่นคลอน

               

                “มีคนอยากเจอนาย”

                อาเธอร์ยืนพิงประตูไม้บานใหญ่ด้วยท่าทีสบายอกสบายใจ ถ้าเป็นยามปกติ นภันต์อาจมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย หากคราวนี้ไม่ใช่… แม้พยายามข่มอารมณ์เท่าไหร่ แต่แววตากลับฉายชัดถึงความร้อนใจ

                “สยามไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของใครทั้งนั้น”

                ชายชาวอังกฤษเอ่ยขึ้นลอยๆเมื่อนภันต์เดินผ่าน ร่างสูงชะงักเท้า มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

                “เด็กคนนั้น…มาเจรจากับอังกฤษ เพราะต้องการคานอำนาจฝรั่งเศสที่ยึดดินแดนฝั่งแม่น้ำโขง” อาเธอร์กระตุกยิ้ม “ฉันตกลงช่วยเหลือเอกราช แต่แลกกับหัวเมืองมลายูทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องสัมปทานและสิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

            เอกราช…ยอมเสียดินแดน?

                “ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น ถึงจะบอกว่าเหลือเชื่อ แต่ในภูมิภาคนี้…มีแค่สยามเท่านั้นที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใคร ที่สำคัญอีกอย่าง…”

                ประโยคต่อมา อาเธอร์ลดเสียงจนเหลือเพียงกระซิบ ปลายลิ้นแตะริมฝีปากตนเองแผ่วเบา

                “ทั้งหวาน…ทั้งหอม”

                โครม!

                ประตูไม้บานใหญ่กระแทกปังด้วยแรงมือของคนตัวสูง อาเธอร์มองตามแผ่นหลังนั้นไป คิ้วหนาเลิกขึ้นอย่างแปลกใจระคนสะใจลึกๆ

            ขี้หึงเหมือนกันแฮะ…

                เขาบอกอะไรผิดไปหรือ? ทั้งหวาน…ทั้งหอมน่ะ…

                มันลอดช่องน้ำกะทิที่เอกราชเอามาฝาก

 

                ระยะทางจากห้องรับรองจนถึงถนนด้านนอกดูห่างไกลเป็นกิโลเมตร เอกราชก้มหน้าลง เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่งเหยาะๆมากกว่าเดิน ทว่าคนตามหลังมายังไม่ลดละความพยายาม ผู้คนนับสิบเริ่มหันมามองอย่างแปลกใจ

                “เอกราช!”

                เสียงเรียกดังก้องทั่วบริเวณ แต่เจ้าของชื่อกลับไม่รู้สึกรู้สา นภันต์ชะงักฝีเท้าเมื่อภาพเหตุการณ์ในอดีตทับซ้อนกันจนเหมือนการเล่นหนังย้อน

 

            “เอกราช! เจ้าจะเดินหนีเราทำไม!”

            “แค่แวะมาเยี่ยมเยียนประสาคนรู้จัก”

            “ตอบเรามาก่อน! เหตุใดเจ้าจึงยกดินแดนให้แก่พวกฝรั่ง ลืมศักดิ์ศรีแห่งสยามชาติไปหมดแล้วหรือ!”

            “เราไม่ได้ลืม…ศักดิ์ศรีแห่งสยามยังอยู่ครบ เราตายได้ แต่ประชาชนตายไม่ได้”

            “พวกเขาพร้อมจะสู้! เช่นเดียวกับที่เคยทำ”

            “แต่ครั้งนี้…เราไม่มีทางชนะ”

            “คนไร้ศักดิ์ศรีเท่านั้นที่พูดเช่นนี้”

            “ศักดิ์ศรีเราอยู่ที่ชาวสยาม หากเรายึดครองพื้นที่ทั้งหมดได้ แต่คนของเราต้องล้มเจ็บล้มตาย ลูกเล็กเด็กแดงต้องกำพร้า เสียงร่ำไห้กึกก้องทั่วแผ่นดิน เช่นนั้นแล้ว…จะชนะไปเพื่ออะไร สู้เสียส่วนน้อย เพื่อคนส่วนใหญ่มิดีกว่าหรือ ท่านจำได้ไหม? เราเคยลั่นวาจาไว้เช่นใด…เราบอกท่านว่าเราจักปกป้องชาวสยามแม้นสยามเหลือเพียงเถ้าธุลี ตอนนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ แม้ไม่ใช่การรบราฆ่าฟันก็ตาม!”

            “เจ้าไม่ใช่คนเดิมที่เคยรู้จัก”

            “เราไม่เคยเปลี่ยน…หัวใจเรา…เป็นเช่นวันวาน”

 

                แล้วปัจจุบันนี้ล่ะ…หัวใจเจ้ายังเป็นเช่นเดิมไหม? ฤๅเปลี่ยนไปนับแต่วันที่เราไม่พบกัน

                “เอกราช…”

                สุ้มเสียงที่เอื้อนเอ่ยอ่อนระโหย ท้อแท้ รวดร้าวจนคนฟังใจอ่อนยวบและเกือบหันกลับแล้ว หากไม่ใช่ประโยคคำถามถัดมากระตุ้นว่าต้องทำเช่นไร

                “…จำสัญญาในวันนั้นได้ไหม?”

               

                “ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่า…”

            เอกราชยืนตัวแข็งเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมปลายนิ้วมาสัมผัสริมฝีปาก

            “ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องตลก…มีคนๆหนึ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นที่ผ่านมา ยามใดหัวเราะ…เรามีความสุข ยามใดร้องไห้…หัวใจเราเจ็บปวด ทุกครั้งที่เกิดสงครามระหว่างสองดินแดน คนๆนั้นคือคนที่ควรเกลียด แต่กลับเกลียดไม่ลงสักครั้ง เราเฝ้าถามตนเองนับพันคำถาม พยายามถอยหนีจากมัน แต่ไม่สามารถทำได้…ความรู้สึกนี้ไม่ได้โลดโผน หากสงบเรียบง่ายเหมือนสายธาร เย็นยะเยือก ดับความร้อนรุ่มในใจ ทำให้เราไม่หวาดกลัวแม้ต้องเผชิญหน้ากับภยันตราย นี่ไม่ใช่การครอบครองแต่เป็นการเคียงข้าง”

            “ท่าน…”

            “ที่สำคัญ…มันไม่เคยเลือนหาย”

            “……”

            “และจะอยู่ในใจเราตราบสิ้นอสงไขย”

            เอกราชนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของอีกฝ่าย ครั้นจะปฏิเสธก็พูดไม่ออก…ปฏิเสธได้อย่างไรกัน? ในเมื่อความรู้สึกของเขาไม่แตกต่างจากนภันต์เลย

            “เราจะไม่ตกลงในตอนนี้…แต่สักวัน…วันที่ตะวันตกออกไปจากแผ่นดินแหลมทอง…ความรู้สึกนี้…ท่านจะได้รับจากเรา เช่นเดียวกับที่ท่านมอบให้เราตลอดมา”

 

             “เอกราช…ทำไมจึงไม่รักษาสัญญา?”

             “ผม…” ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึก เหตุการณ์ในตอนนั้น ทำไมจะจำไม่ได้ เมื่อความรู้สึกทั้งหมดยังเอ่อล้นในหัวใจ หากเส้นทางที่เดินทำให้ต้องเลือก…เขาทรยศคนๆนี้มามากพอแล้ว

              ถึงคราวที่ทุกอย่างต้องจบลง

             “อสงไขยเวลา ยาวนานเท่ากับจำนวนเม็ดฝนที่ตกทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลานานถึง 3 ปี”

             คนพูดพยายามคุมน้ำเสียงไว้…มิให้สั่นพร่า แม้หัวใจจะแหลกลาน

             “…หากอสงไขยยังมีจุดสิ้นสุด แตกต่างจากสักวัน… “

             ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า…อย่าหันหลังไปเด็ดขาด…

             “เพราะสักวันคือวันที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีทางมาถึง และมิอาจเป็นจริงได้”

              สายใยบางๆนี้ได้ขาดลงแล้ว เหตุการณ์ที่ผ่านมาเสมือนต้นไม้ที่หักโค่นลง เหลือเพียงหมอกควันเลือนรางและจะจางหายไปเมื่อรุ่งอรุณมาถึง

              “ที่ผ่านมาให้ถือเสียว่า…เป็นแค่ความฝัน”

               

               ฤดูหนาวครั้งที่เก้าหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงมาเยือนอย่างเป็นทางการ หอบเอาความแห้งแล้งหนาวเย็นมาสู่เอเชีย ใบไม้เขียวขจีแปรเป็นสีน้ำตาลและร่วงหล่นสู่พื้นถนน เด็กๆในชุดกันหนาวหนาเตอะพากันตื่นแต่เช้าเพื่อเริ่มกิจวัตรของตน เสียงเศษไม้ระเบิดเปรี๊ยะ ชาวบ้านนั่งเบียดเสียดกันหน้ากองไฟ บ้านเรือนบางส่วนยังผุพังและไม่สามารถอาศัยได้

               ผลพวงจากสงครามครั้งนี้คือทั่วโลกล้วนประสบปัญหาใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง หลายประเทศเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง การสับขั้วครั้งใหญ่ระหว่างยุโรปและอเมริกา ใครเป็นผู้นำและใครเป็นผู้ตามยังคงเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอยู่

                สำหรับพม่าแล้ว…ทุกอย่างยังคงเรียบง่ายเหมือนเคย ทหารอังกฤษเริ่มลดบทบาทลง เพราะเมืองแม่ต้องเร่งฟื้นฟูตนเอง หลายประเทศก้าวสู่ยุคแห่งการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งผู้แพ้และผู้ชนะต้องเผชิญกับบทเรียนครั้งใหม่

                แม้โลกจะเปลี่ยนไปสักเพียงไหน…แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป คือหัวใจคน

 

                ใบไม้สีน้ำตาลแดงขยับสองสามครั้งก่อนร่วงลงสู่ลำธารเบื้องล่าง สายน้ำเย็นเฉียบไหลเอื่อยจึงหอบมันลงสู่ท้องทะเล ดอกไม้เมืองหนาวผลิบานอย่างเกียจคร้าน น้ำค้างยอดหญ้าจับตัวเป็นเกล็ดใสแจ๋วราวแก้วเจียระไน ไอหมอกห้อมล้อมขุนเขาสะท้อนไอแดดเป็นประกาย บนความแห้งแล้งหนาวเหน็บ ธรรมชาติยังสร้างสรรค์ความงดงามอันเป็นที่สุดให้มนุษย์ได้ชื่นชม

               ทั้งที่อากาศเย็นขนาดนี้ หากนภันต์ยังคงสวมเสื้อผ้าเหมือนเช่นเคย ราวกับเจ้าตัวไม่ยี่หระต่อสายลมเย็นกรีดผิว ร่างสูงปักหลักลงใต้ต้นแก้วที่เหลือเพียงกิ่งก้านสาขา ไร้ซึ่งกลิ่นหอมกรุ่นของการะบุหนิง

                นัยน์เนตรสีเข้มจับจ้องเส้นขอบฟ้า ก่อนหลุบตาลงช้าๆ

                เหมือนเช่นทุกวัน…ที่นภันต์จะเฝ้าคอย…ใครคนหนึ่ง แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่กลับมาแล้ว แต่หัวใจกลับรักษาคำสัญญาในวันนั้น

                การรอคอย…ทรมานบาดลึกถึงหัวใจ

                “ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งไหน”

               ไกลสุดฟ้า…หรือห่างเพียงเอื้อม

                “ขอให้เจ้าจดจำไว้”

                สายลมกรรโชกแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง

                “เราจะรอเจ้า…ตราบสิ้นอสงไขย”

                 การะบุหนิงดอกสุดท้ายร่วงหล่นสู่พื้นดิน ปักษาโผผินจากรังสู่ดินแดนขวานทองอันอุดมสมบูรณ์ ต้นแก้วขาวเฝ้ารอวันงอกเงยขึ้นใหม่เช่นนี้เรื่อยไป เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงคำสัญญา…

 

แก้ว...กลีบขาวนวล
ครวญ...ใจเพรียกหา
ร้าง...ลาชีวา
ล้า...เจียรขาดใจ

หอม...สุคันธา
พา...รักฝากไว้
ก่อน...นิราศไกล
ไป...มิย้อนคืน

คำ...เพียงคำหนึ่ง
ยื้อ...แม้ต้องฝืน
หวัง...น้องกลับคืน
กลืน...กล้ำน้ำตา

เจ้า...อยู่แห่งไหน
ใย...ทอดทิ้งข้า
ฤๅ...ลืมสัญญา
ว่า...รักนิรันดร์

 

“สกุณาเจ้าเอย…ใยเจ้าบินไปแล้วลับไม่กลับมา?”

 

 

 

 

 

 

บทจบ

               

                รุ่งอรุณเริ่มต้นอย่างอ่อนหวาน ลำแสงสีทองจากทิศตะวันออกทอดตัวจับเส้นขอบฟ้า เมฆขาวลอยกระจัดกระจาย สายลมอบอุ่นพัดเข้าโอบอุ้มแผ่นดินขวานทอง และอีกไม่นานลมมรสุมที่ผ่านพัดจะหอบความชุ่มชื้นมาสู่ประเทศไทย

                บ้านเรือนไทยหลังน้อยซ่อนตัวภายใต้แมกไม้นานาพันธุ์ รั้วบ้านสีน้ำตาลเก่าเบียดเสียดด้วยพุ่มเถาวัลย์จำนวนมาก พื้นสนามหญ้าเย็นเยียบ น้ำค้างยอดหญ้าสะท้อนไอแดดเป็นประกาย แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนผ่านเงาไม้สูงใหญ่ทาบเป็นลำ

                ชายหนุ่มในชุดอยู่บ้านสบายๆนั่งสูดอากาศบนแคร่ไม้ขนาดใหญ่ใต้ต้นแก้ว ศีรษะได้รูปเอนซบลำต้นสีน้ำตาลอย่างโหยหา ก่อนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงหวาง เหยา

                “อาเอก มานั่งตาน้ำค้างตรงนี้เดี๋ยวลื้อก็เป็นหวัดหรอก”

                คนแก่กว่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เมื่อคืนนี้หวาง เหยามาพักที่บ้านของเอกราช และคาดว่าจะอยู่ต่ออีกสองสามวัน

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมชินแล้ว อากาศแบบนี้กำลังดี แถมได้กลิ่นดอกแก้วหอมๆด้วย”

                “ต้นแก้วดูมีความหมายกับลื้อจังเลยนะ อั๊วเห็นลื้อนั่งที่นี่ประจำ”

                “ครับ…ต้นแก้ว มีความหมายมากสำหรับผม เคยเห็นอ่านนิยายหรือดูละครใช่ไหมครับ เรามักมีไอเท็มหรือเวลาพิเศษให้คนสองคนได้พบกัน… สำหรับผมแล้ว การะบุหนิงต้นนี้คือไอเท็มวิเศษ ไม่ว่าใครคนนั้นจะอยู่ไหน เราจะเชื่อมถึงกัน”

                ทุกครั้งที่เหนื่อยล้าและสิ้นหวัง เมื่อเอนกายซบต้นการะบุหนิงแล้วหลับตาลงช้าๆ เอกราชจะรู้สึกเหมือนมีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ฟากตรงข้าม คอยถามไถ่เรื่องราวผ่านห้วงคำนึง

การะบุหนิง…ดุจดั่งเวทมนตร์หยุดเวลา

                “เพราะเกี่ยวกับอานภันต์ใช่ไหม ?”

                “คงงั้นครับ” เอกราชรับคำพร้อมรอยยิ้ม ทุกอย่างจบลง และเขาไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก

                “ทำไมลื้อไม่อธิบายให้เข้าใจกันล่ะ เรื่องมันง่ายนิดเดียวเอง”

                “ไม่หรอกครับ ไม่มีอะไรง่ายดายเสมอ” ร่างบางส่ายศีรษะ พลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “เหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นสักวัน จะช้าหรือเร็ว ก็ไม่ต่างกัน ผมแค่เร่งเวลาให้มันเท่านั้น”

                “เฮ้อ” อาเหยาถอนหายใจ พลางมองใบหน้าหวานหลังกรอบแว่นอย่างพิจารณา “อั๊วพูดไปตอนนี้ไม่มีประโยชน์หรอก เดี๋ยวอั๊วจะเข้าไปนึ่งซาลาเปาเน้อ หิวเมื่อไหร่รีบตามไปล่ะ”

                “ครับ”

 

                ชายหนุ่มแหงนมองท้องฟ้าผ่านต้นไม้ใหญ่ สายลมกระซิบเรื่องราวแสนเศร้าเหนือพุ่มไม้

กลิ่นแก้วอบอวลแตะจมูกเหมือนเช่นวันวาน ใต้ร่มเงานี้เป็นสถานที่เดียวที่กาลเวลามิเคลื่อนไหว ทุกอย่างไหลผ่านไปดั่งน้ำเซาะหิน เป็นความทรงจำอ่อนเยาว์ชั่วนิรันดร์

                สำหรับเอกราช นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด เขาเลือกจะแบกรับความรู้สึกผิดนี้ไว้ ต่อให้เจ็บก็ต้องทน…เพราะชีวิตมิใช่ของตน แต่เป็นของสยาม ทรยศใจตนเองได้ แต่ห้ามทรยศชาติบ้านเมือง

                “เราไม่ได้ผิดสัญญาเสียหน่อย ท่านต่างหากที่ยึดติดกับคำพูดเราเอง”

                เราไม่ได้บอกท่านเลยสักนิด…ว่า…

                ท่านต่างหาก ตีความทั้งหมดผิดไป

               ‘ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใด โปรดจำไว้เถิด…เราอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ ยามใดทอดสายตา…สุดขอบฟ้าจะไม่มีวันจากไป’

                เพราะ…

               ‘ความรู้สึกนี้…เนิ่นนานตราบสิ้นอสงไขย’

     ดอกแก้วขาว          กลิ่นเจ้า           เฝ้าฝากไว้
     เตือนฤทัย              มิให้                ได้ลืมหลง
  สัญญารัก             สัมผัสใจ          นี้มั่นคง
     จักดำรง                 รักษาคำ          มั่นสัญญา

        กลีบบอบบาง        ในฝัน               คำนึงถึง
     ตรึกตราตรึง           ถึงรัก               ที่เพรียกหา
     การะบุหนิง            ร่วงโรย             ไร้ชีวา
     หยาดน้ำตา           รินหลั่ง             ระยับพราย

     รักษาสัตย์             แห่งใจ              ให้คงมั่น
     นิจนิรันดร์             ภักดี                 มิหนีหาย
     ผิรอรัก                  รอแก้วตา          จนชีพวาย
     ตราบมลาย          “อสงไขย”           ไม่สร่างซา

                               

แม้เราไม่สามารถทำตามสัญญาได้

แต่หัวใจของเราจะยึดคำมั่นนี้ไว้ชั่วนิจนิรันดร

เช่นเดียวกับที่ท่านเฝ้ารอเรา

               

         FIN.               

               

 

Comment

Comment:

Tweet

มาเม้นท์ตั้งแต่ยังไม่มี exteen จนตอนนี้มี exteen แล้ว 555555555555 
แง๊ ไม่ว่ายังไงก็อยากอ่านอีกจริงๆนะคะ >< ชอบมากกๆเลย  Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ปล. จะบอกว่าตอนอ่านเรื่องนี้เมทฟังเพลงนี้ไปด้วย แล้วก็แบบว่ามันเข้ากันมากๆเลยล่ะค่ะ ชื่อเพลงเดียวกับชื่อเรื่องด้วย
"อสงไขย" ของ The sis
http://www.youtube.com/watch?v=jk86U3UvzNw

#6 By UxMishi on 2013-03-18 10:41

ยังไม่เคยมาเม้นท์ในนี้สินะคะ :) อยากจะบอกว่า กลับมาอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่องนี้
ชอบมากค่ะ ชอบมากๆจริงๆ เป็นฟิคที่ทำให้หลงรักหม่องไทยไปเลย ชอบถึงขนาดที่ว่าถ้ามีลูกผู้ชายอยากให้ชื่อว่านภันต์ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
อยากอ่านหม่องไทยของคนเขียนอีกจังค่ะ :D ถ้ามีโอกาส เขียนมาให้อ่านอีกเยอะๆนะคะ ชอบมากๆจริงๆค่ะ ><

#5 By UxMishi (103.7.57.18|101.109.27.147) on 2012-10-21 18:15

เศร้ามากเลยค่ะ

#4 By Shikekii (124.122.207.111) on 2012-03-19 18:07

กริ๊ดดดดดดดด ชอบคะชอบชอบ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By White Exorcist on 2012-03-07 20:45

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! ชอบค่ะะะะะะะะะ >[]<

#2 By 赤い こころ on 2011-10-22 15:56

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! ชอบค่ะะะะะะะะะ >[]<

#1 By 赤い こころ on 2011-10-22 15:55